เปิดตำนานพ่อแก่ ผู้รู้กาลทั้งสาม


เปิดตำนานพ่อแก่ ผู้รู้กาลทั้งสาม / โดย มหานิยม
พ่อแก่หรือฤาษี มีความเป็นมาและตำนานที่กล่าวขานไว้อย่างไร?
มหานิยมจะเล่าให้ฟัง...
ปู่ฤาษีโคตบุตร เป็นฤาษี ที่บำเพ็ญตบะอยู่ในบริเวณป่าหิมพานต์ ท่านเป็นฤาษี ที่มีรูปร่างหน้าตางดงามมาก เป็นที่เคารพรัก ของเหล่ามนุษย์ และเทวดาทั้งหลาย เมื่อใครได้มาพบเห็นก็จะเกิดความรู้สึก รัก ชอบและหลงใหล ในรูปร่างและหน้าตาของฤาษีตนนี้ทันที ไม่เว้นแม้แต่ เหล่าเทพนารีบริวารแห่งองค์ พระศิวะมหาเทพ ที่ลงมาเที่ยวเล่นกัน ในเขตของป่าหิมพานต์ ที่พอได้มาพบกับปู่ฤาษีโคตบุตรเข้า ก็เกิดมีความหลงใหล ในรูปร่าหน้าตาของปู่ฤาษีตนนี้ทันที เทพนารีทั้งหลายเลยไม่ยอมกลับไปเขาไกรลาส ยินยอมอยู่ปรนนิบัติ รับใช้ปูฤาษีโคตบุตร นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
เศียรบรมครูพ่อแก่
ร้อนถึงพระศิวะ มหาเทพเกิดความสงสัยว่าเทพนารี บริวารของพระองค์หายไปไหนกันหมด เมื่อพระองค์ ทรงเล็งญาณดูจึงรู้ว่า เหล่าเทพนารี มาอาศัยอยู่กินกับฤาษีโคตบุตรนั่นเอง พระศิวะจึงเสด็จลงมาจากเขาไกรลาส ตรงมาหาฤาษีโคตบุตร ด้วยความขุ่นเคืองพระทัย ว่าฤาษีโคตบุตร ลบหลู่ และไม่เคารพยำเกรงในพระองค์ พระองค์ทรงใช้ตรีศูร ตัดเศียรของฤาษีโคตบุตร ขาดออกจากกันในทันที โดยมิได้สอบถามเรื่องราว ว่าใครผิด ใครถูก ด้วยฤาษีโคตบุตร มีฤทธิ์เดชพอตัว จึงยังไม่เสียชีวิตในทันที ฤาษี จึงทูลเล่าความจริงให้พระศิวะทรงทราบ ตามความจริงทั้งหมด เมื่อพระศิวะ ทรงทราบความจริงดันนั้นแล้ว ก็ทรงรู้สึก เสียใจ ต่อการกระทำของตนเอง ยิ่งนัก ที่ด่วนใจร้อนไม่สอบถาม ไตร่สวนเรื่อราวให้ดีเสียก่อน
เศียรพ่อปู่ฤาษีสมิงพราย หลวงปู่กาหลง เขี้ยวแก้ว วัดเขาแหลม
ดังนั้นพระศิวะท่านจึงได้ใช้ฤทธิ์แห่งพระองค์ที่มี ทรงต่อเศียรของฤาษีโคตบุตร เข้ากับ ร่างเดิม ฤาษีโคตบุตร จึงกลับฟื้นมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง และเพื่อเป็นการลบล้างความผิดพลาดของพระองค์ที่ทำไปโดยไม่ยั้งคิด พระองค์จึงมีพระศิวะโองการออกไปว่า นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป มนุษย์คนใด ที่ได้นำรูปเศียรของฤาษีโคตบุตร ไปเคารพ สัการะบูชา มนุษย์ผู้นั้น จะมีใบหน้าที่งดงาม มีเสน่ห์ เป็นที่รักของผู้ที่ได้พบเห็น ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ หรือเทวดาทั้งหลาย ก็จะมีความงามเฉกเช่นเดียวกันกับฤาษีโคตบุตร นับตั้งแต่นั้นมา เศียรของฤาษีโคตบุตร จึงได้ถูกนำมากราบไหว้สักการะบูชา เป็นที่เคารพ ของเหล่าศิสปิน นักแสดงทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น นักร้อง นักแสดง โขน ลิเก ลำตัด เพลงอีแซว ฯลฯ โดยเศียรฤาษีโคตบุตร จะถูกเรียกขนานนามว่าเศียรพ่อแก่ มาจวบจนกระทั่งทุกวันนี้
เศียรพ่อแก่ปู่ฤาษี หล่อทองเหลือง
บางตำนานเล่าว่า พ่อแก่ หรือพระฤาษี ถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คนในแวดวงศิลปะแขนงต่างๆ ล้วนนิยมเคารพนับถือบูชา เนื่องด้วยเกิดจากความเชื่อที่ว่า ในอดีต พ่อแก่หรือพระฤาษีได้เป็นผู้นำเอาศิลปะ แขนงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการร้องรำทำเพลง หรือแม้แต่การร่ายรำ นาฏศิลป์ต่างๆ มาถ่ายทอดให้แก่มนุษย์ได้รับรู้ความงาม ความอ่อนช้อยของศิลปะ รู้จักความอ่อนโยน รู้จักรัก รู้จักเมตตา และการให้อภัย ก่อให้เกิดความสุขแก่มวลมนุษยชาติ ดังนั้นศิลปิน หรือผู้เกี่ยวข้องในศิลปะทุกแขนง
เศียรพ่อแก่ปู่ฤาษี วัดเชิงหวาย
ในประเทศไทยจึงได้เคารพบูชาพ่อแก่ หรือครูฤาษีว่าเปรียบดังบรมครูแห่งศาสตร์ของการแสดง เมื่อได้บูชาแล้วจะก่อให้เกิดศิริมงคล มีความเจริญก้าวหน้าในด้านการงาน มีเสน่ห์ เมตตามหานิยมในตัว พ่อแก่, พระฤาษี หรือบางครั้งก็เรียกกันว่า ครูฤาษี ถือเป็นบรมครูแห่งศาสตร์ของการแสดง ตามตำนานกล่าวไว้ว่า พระฤาษีมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 108 องค์ ปางเสมอเถรถือว่าเป็นปางที่มีฤทธิ์มากที่สุดในบรรดาทั้ง 108องค์ คำว่า ฤาษี มาจากคำว่า ฤาษิ แปลว่า ผู้เห็นด้วยความรู้พิเศษอันเกิดจากฌาน ซึ่งสามารถแลเห็นอดีตปัจจุบัน และอนาคตได้ บางครั้งก็เรียกพ่อแก่หรือฤาษีว่า "ตฺริกาลชฺญ" แปลว่า ผู้รู้กาลทั้งสาม
เศียรพ่อปู่ฤาษีสมิงพราย หลวงปู่กาหลง เขี้ยวแก้ว วัดเขาแหลม
นอกจากนี้พระฤาษียังถือว่าเป็นผู้ประทานสรรพวิชาความรู้ ทั้งมวลแก่มนุษยชาติ เนื่องด้วยตำราทางโหราศาสตร์ และตำราทางเทววิทยา กล่าวไว้สอดคล้องกันว่า พระพฤหัสบดีถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้เป็นอาจารย์แห่งสรรพวิชาความรู้ทั้งมวล เนื่องด้วยพระอิศวรมหาเทพ ร่ายพระเวทให้ฤาษี 19 ตน ป่นเป็นธุลี แล้วห่อด้วยผ้าสีแก้วไพฑูรย์ ประพรมด้วยน้ำอมฤต บังเกิดเป็นเทวราช มีสีกายดั่งแก้วไพฑูรย์ มีวิมานบุษราคัม ทรงกวางทองเป็นพาหนะ รักษาเขา พระสุเมรุด้านทิศตะวันตก มีร่างกายแสดงด้วยสัญลักษณ์ของฤาษีจึงมีปัญญาบริสุทธิ์ เฉลียวฉลาด พูดจาไพเราะเสนาะหู เป็นอาจารย์แห่งสรรพวิชาความรู้ทั้งมวลรวมถึงเป็นอาจารย์ของเหล่า เทพเทวดา จึงให้ถือว่าวันพฤหัสบดีอันแสดงด้วยสัญลักษณ์ของฤาษีเป็นวันครูจึงมีการไหว้ครูกัน ในวันนี้ ซึ่งมีสืบทอดมาจนถึงยุคปัจจุบัน...

ปู่เจ้าสมิงพราย ผู้มากฤทธาวิเศษ

ปู่เจ้าสมิงพราย พระฤๅษีหรือพ่อแก่ผู้มากฤทธาวิเศษ / โดย มหานิยม
ปู่เจ้าสมิงพราย มีความเป็นมาและตำนานที่กล่าวขานไว้อย่างไร?
มหานิยมจะเล่าให้ฟัง...
ตำราพ่อแก่ ตามตำนานปู่เจ้าเล่าขานว่า หลวงปู่กาหลง เขี้ยวแก้ว (ผู้โด่งดังในเรื่องของขลังเครื่องรางต่างๆ และตะกรุดแห่งวัดเขาแหลม จังหวัดสระแก้ว) ประวัติพ่อแก่ตอนเกิดนั้น มีผู้เห็นดวงไฟลูกหนึ่งลอยมาตกหน้าบ้านหลังหนึ่ง ดวงไฟลูกนั้นพลันเปลี่ยนเป็นพระฤๅษีจูงเด็กน้อยขึ้นไปบนบ้านที่มีหญิงท้องแก่นอนเจ็บทิ้งรอคลอดอยู่ ผู้เห็นเหตุการณ์เป็นคนหาปลาชื่อ “ลุงบาง” แกเห็นนิมิตอัศจรรย์เช่นนั้นจึงอธิฐานว่าจะเลิกอาชีพหาปลาถ้าเด็กบ้านนั้นเกิดเป็นผู้ชาย และแล้ว ก็เกิดมาเป็นชายจริงๆ โดยได้ชื่อว่า “กาหลง” ลุงบางก็เลิกหาปลายแล้วเก็บเรื่องอัศจรรย์ที่ตนเห็นเป็นความลับ เมื่อ ๒๐ ปี จนกระทั่งเมื่อหลวงปู่กาหลงบวช ลุงบางาจึงเล่านิมิตอัศจรรย์ที่ตนเห็นให้พระอุปัชฌาย์ของหลวงปู่กาหลงได้รับฟัง แล้วลุงบางก็ได้มาเป็นโยมอุปฐากใกล้ชิดหลวงปู่กาหลงนับแต่นั้น
เศียรพ่อปู่ฤาษีสมิงพราย หลวงปู่กาหลง เขี้ยวแก้ว วัดเขาแหลม
พระฤาษี”พ่อแก่”ที่จูงหลวงปู่กาหลงมาเกิดที่แท้คือ “ปู่ฤๅษีสมิงพราย” ซึ่งเคยแสดงอภินิหารให้หลวงปู่กาหลงเห็นหลายครั้ง อีกทั้งยังเคยมาในนิมิตขอให้ท่านเลิกวิชาทางไสยศาสตร์ที่ท่านร่ำเรียนตอนวัยรุ่นหนุ่ม ซึ่งกำลังร้อนรุ่มกับวิชาอาคม เสกหนังวัวหนังควายเข้าท้องคนบ้าง เล่นแร่แปรธาตุต่างๆ บ้าง อันเป็นทางแห่งไสยดำ หลวงปู่กาหลงจึงเลิกทางนั้น
อีกเรื่องมหัศจรรย์หนึ่ง คือ หลวงปู่กาหลงท่านได้รูปภาพปู่ฤษีสมิงพรายมาโดยประหลาด เพราะจู่ๆ ก็มีรูปภาพของปู่เจ้ามาอยู่ในกุฏิของท่านในวันหนึ่ง ทั้งๆ ที่ท่านก็ใส่กุญแจกุฏิอย่างดีก่อนออกไปนอกวัด
รูปพระฤๅษีเป็นพระฤๅษีนั่งทำสมาธิ ปากยิ้มเห็นฟันสองซี่ หน้าฝากมีตาที่สามอีกดวงหนึ่งด้วยคลิ๊กอ่านประวัติพ่อแก่ตาไฟ ส่วนปู่ฤๅษีเสือนั้นเป็นพระฤๅษีที่หลวงปู่กาหลงนับถือมากเช่นกัน เพราะท่านเคยสื่อกับญาณวิเศษของพระฤๅษีตนนี้ได้เมื่อครั้งยังธุดงค์อยู่แถบเมืองสิงห์บุรี แต่ก่อนท่านเป็นพระชื่อหลวงปู่พรหมผู้มีวิทยาอาคมมาก สามารถแปลงร่างเป็นเสือได้ เมื่อละสังขารก็ยังมีบารมีมาก หลวงปู่กาหลงจึงอัญเชิญพระวิญญาณวิเศษของปู่เสือมาสถิตที่ศาลซึ่งได้สร้างขึ้นที่วัดเขาแหลม
เศียรพ่อปู่ฤาษีสมิงพราย หลวงปู่กาหลง เขี้ยวแก้ว วัดเขาแหลม
ชาวบ้านที่มากราบไหว้ปู่เจ้าสมิงพรายก็มักจะได้กราบไว้ปู่เสือด้วย นอกจากนี้ในวัดยังมีศาลพระพรหมสุริยเทพที่ร่ำลือกันมากว่าศักดิ์สิทธิ์และได้แสดงปาฏิหาริย์เป็นที่ประจักษ์แก่ชาวบ้านละแวกนั้นมาช้านานแล้ว
วิธีการบูชาปู่เจ้า การไปกราบไหว้บนบานปู่เจ้าสมิงพราย ก็เหมือนกับการไหว้พระฤษีตามปกติ สิ่งที่ถวายได้ไม่ควรเป็นของคาว ควรเป็นผลไม้ หมาก พลู บุหรี่ ยาเส้น และน้ำดื่ม อย่าลืมพวงมาลัยหรือดอกไม้ด้วยเช่นเดียวกับข้อห้ามการบูชาพ่อแก่
เศียรพ่อแก่ปู่ฤาษี
คาถาบูชาปู่เจ้าสมิงพราย
สวดนะโม ๓ จบ
ยะมะหัง ครูอาจาริยัง สะระณังคะโต อิมินา
สักกาเรนะ ครูอาจเสยัง อภิปูชะยามิ
ทุติยัมปิ ยะมะนัง ครูอาจาริยัง สะระณังคะโต
อิมินา สักกาเรนะ ครูอาจาริยัง อภิปูชะยามิ
ตะติยัมปิ ยะมะหัง ครูอาจาริยัง สะระณังคะโต
อิมินา สักกาเรนะ ครูอาจาริยัง อภิปูชะยามิ
โอม กูจะครอบฟ้าและแผ่นดิน กูจะครอบพระสมุทรและสายสิญจน์
กูจะครอบพระอาทิตย์และพระพรหม กูจะครอบพระยมและพระกาฬ
กูจะครอบท้าวโลกบาลทั้งสี่ ทั้งกูจะครอบทั้งตัวกู กูเป็นลูกปู่สมิงพราย
ครูกูจึงจะใช้ให้เรียกคุณมนต์ดลแลจ่ามนต์และพระยามนต์อย่าได้ไปไกลจากตนกู โอมประสิทธิกู่ สวานะ...

แค้นสองเผ่าพันธุ์ พญาครุฑและพญานาค

แค้นสองเผ่าพันธุ์ พญาครุฑและพญานาค / โดย มหานิยม
พญาครุฑและพญานาค ไม่ถูกกันมาแต่ชาติปางไหนและเพราะเหตุอันใด มีใครรู้บ้าง?
มหานิยมจะเล่าให้ฟัง...
ตามตำนานของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เล่าว่า ในครั้งบรรพกาลยังมีมหาเทพฤษีองค์หนึ่งนามว่า พระกัศยปมุนี ซึ่งเป็นฤษีที่มีฤทธิ์เดชมากและเป็นผู้ให้กำเนิดเทพอีกหลายองค์จนถูกเรียกขานว่า พระกัศยปเทพบิดร พระองค์มีชายาหลายองค์ โดยในบรรดาชายาทั้งหลายนั้นมีชายาสององค์ซึ่งเป็นพี่น้องกันนามว่า วินตาและกัทรุ
พระนารายณ์ทรงครุฑ
นางทั้งสองได้ขอพรให้กำเนิดบุตรจากพระกัศยป โดยนางกัทรุได้ขอพรว่าขอให้มีบุตรจำนวนมาก ซึ่งต่อมาก็ได้ให้กำเนิดนาคหนึ่งพันตัว อาศัยอยู่ในแดนบาดาล ส่วนนางวินตาขอบุตรเพียงสององค์และขอให้ลูกมีอำนาจวาสนา ซึ่งเมื่อนางคลอดบุตร ก็ปรากฏว่าออกมาเป็นไข่สองฟอง ด้วยความทนรอดูหน้าบุตรไม่ไหว นางจึงทุบไข่ฟองหนึ่งและปรากฏเป็นเทพบุตรที่มีกายเพียงครึ่งบนชื่อ อรุณ อรุณเทพบุตรโกรธมารดาที่ทำให้ตนออกจากไข่ก่อนกำหนดจนมีร่างกายไม่ครบ จึงสาปให้มารดาของตนต้องเป็นทาสนางกัทรุโดยกำหนดให้บุตรคนที่สองของนางเป็นผู้ช่วยนางให้พ้นจากความเป็นทาส จากนั้นจึงขึ้นไปเป็นสารถีให้กับพระอาทิตย์หรือสุริยเทพ นางวินตาจึงไม่กล้าทุบไข่ฟองที่สองออกมาดู และรอจนถึงกำหนด จนเมื่อไข่ฟักออกมา ก็ปรากฏเป็น พญาครุฑ ซึ่งเมื่อแรกเกิดนั้นก็มีร่างกายขยายออกใหญ่โตจนจรดฟ้า ดวงตายามกะพริบเหมือนฟ้าแลบ เวลาขยับปีกคราใด ขุนเขาก็จะตกใจหนีหายไปพร้อมพระพาย รัศมีที่พวยพุ่งออกจากกายมีลักษณะดั่งไฟไหม้ทั่วสี่ทิศ
พญาครุฑจับนาค หลวงปู่ผาด วัดไร่ จ.อ่างทอง
ในกาลต่อมา นางกัทรุและนางวินตาได้ท้าพนันกันถึงสีของม้าอุไฉศรพ (บางตำราก็ว่าม้าทรงรถของพระอาทิตย์) ที่เกิดเมื่อคราวกวนเกษียรสมุทรและเป็นสมบัติของพระอินทร์ โดยพนันว่าใครแพ้ต้องเป็นทาสอีกฝ่ายห้าร้อยปี นางวินตาทายว่าม้าสีขาว ส่วนนางกัทรุทายว่าสีดำ ซึ่งความจริงม้าเป็นสีขาวดังที่นางวินตาทาย แต่นางกัทรุใช้อุบายให้นาคลูกของตนแปลงเป็นขนสีดำไปแซมอยู่เต็มตัวม้า (บางตำนานว่าให้พ่นพิษใส่จนม้าเป็นสีดำ) นางวินตาไม่ทราบในอุบายนี้เลยยอมแพ้ จนต้องเป็นทาสของนางกัทรุถึงห้าร้อยปี

ภายหลังเมื่อครุฑได้ทราบถึงสาเหตุที่มารดาต้องตกเป็นทาส จึงไปเจรจาขอให้พวกนาคยอมปล่อยมารดาตน พวกนาคจึงสั่งให้พญาครุฑไปเอาน้ำอมฤตมาให้เพื่อแลกกับอิสรภาพของนางวินตา พญาครุฑจึงบินไปสวรรค์ไปเอาน้ำอมฤตซึ่งอยู่กับพระจันทร์ แล้วคว้าพระจันทร์มาซ่อนไว้ใต้ปีก แต่ถูกพระอินทร์และทวยเทพติดตามมาและเกิดต่อสู้กันขึ้น ฝ่ายเทวดานั้นไม่อาจเอาชนะได้ ร้อนถึงพระวิษณุหรือพระนารายณ์ต้องมาช่วยขวางครุฑไว้และต่อสู้กัน ทว่าต่างฝ่ายต่างไม่อาจเอาชนะกันได้ ทั้งสองจึงทำความตกลงยุติศึก โดยพระวิษณุทรงให้พรแก่ครุฑว่าจะให้ครุฑเป็นอมตะและให้อยู่ตำแหน่งสูงกว่าพระองค์ ส่วนครุฑก็ถวายสัญญาว่าจะเป็นพาหนะของพระวิษณุและเป็นธงครุฑพ่าห์สำหรับปักบนรถศึกของพระวิษณุอันเป็นที่สูงกว่า
แหวนพระนารายณ์ทรงครุฑ
จากนั้น พญาครุฑก็นำหม้อน้ำอมฤตลงมา ทว่าพระอินทร์ได้ตามมาขอคืน พญาครุฑก็บอกว่าตนจำต้องรักษาสัตย์ที่จะนำไปให้เหล่านาคเพื่อไถ่มารดาให้พ้นจากการเป็นทาสและให้พระอินทร์ตามไปเอาคืนเอง จากนั้นครุฑได้เอาน้ำอมฤตไปให้นาคโดยวางไว้บนหญ้าคาและได้ทำน้ำอมฤตหยดบนหญ้าคา 2-3 หยด (ด้วยเหตุนี้ หญ้าคาจึงถือเป็นสิ่งมงคลในทางศาสนาพราหมณ์) ส่วนนาคเมื่อเห็นน้ำอมฤตก็ยินดี จึงยอมปล่อยนางวินตาให้เป็นอิสระ
ขณะที่เหล่านาคพากันไปสรงน้ำชำระกายเพื่อเตรียมมาดื่มน้ำอมฤตนั่นเอง พระอินทร์ก็รีบมานำหม้อน้ำอมฤตกลับไป ทำให้พวกนาคไม่ได้กิน พวกนาคจึงเลียที่ใบหญ้าคาด้วยเชื่อว่าอาจมีหยดน้ำอมฤตหลงเหลืออยู่ ทำให้ใบหญ้าคาบาดกลางลิ้นเป็นทางยาว (เรื่องนี้กลายเป็นที่มาว่าทำไมงูจึงมีลิ้นเป็นสองแฉกสืบมาจนทุกวันนี้)

แม้ว่าจะไถ่ตัวมารดากลับมาได้แล้ว แต่พญาครุฑยังแค้นใจที่พวกนาคใช้เล่ห์กลจนมารดาของตนต้องตกเป็นทาส ทำให้พญาครุฑและเหล่าลูกหลานรุ่นต่อมา ตั้งตนเป็นศัตรูกับพวกนาค โดยเหล่าครุฑจะโฉบลงมายังมหาสมุทรและโฉบนาคไปฉีกท้องจิกกินมันเปลวและทิ้งร่างไร้ชีวิตของนาคตกลงมหานที ข้างฝ่ายพวกนาคนั้นแม้จะพยายามต่อสู้แต่ก็ไม่อาจสู้ไหวจึงพากันเลื้อยหนีไปหลบภัยยังสะดือทะเล แต่ก็ถูกครุฑใช้ปีกโบกสะบัดจนน้ำลดแห้งและจับนาคไปฉีกท้องกิน เหล่านาคจึงพยายามกลืนหินใหญ่ลงท้องเพื่อถ่วงตัวให้หนัก ครุฑตนใดไม่รู้อุบายเวลาโฉบลงจับนาคก็ถูกหินที่นาคกลืนลงไปถ่วงน้ำหนักจนบินขึ้นไม่ไหวและจมน้ำตายส่วนครุฑที่รู้อุบายนี้ก็จะจับนาคทางหางและเขย่าจนนาคต้องคายหินออกมา
และนี่เองคือเรื่องราวความพยาบาทของพญาครุฑและพญานาค สองเผ่าพันธุ์สัตว์เทพเจ้าในตำนาน...

พญาเต่าเรือน ตำนานแห่งผู้เสียสละ

พญาเต่าเรือน ตำนานแห่งผู้เสียสละ / โดย มหานิยม
ความเป็นมาของพญาเต่าเรือนทอง ผู้เสียสละ มีเรื่องเล่ากันว่าอย่างไร?
มหานิยมจะเล่าให้ฟัง...
พญาเต่าเรือน คือ เครื่องรางของขลัง ที่เป็นรูปของเต่า สร้างขึ้นเป็นตัว หรือทำ เป็นเหรียญ รูปเต่ามีอักขระยันต์คาถาบนตัว ตำนานประวัติของพญาเต่าเรือน เมื่อครั้งอดีตอันไกลโพ้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าครั้นยังเป็นพระโพธิสัตว์ยังบำเพ็ญบารมี ได้เสวยพระชาติเป็นพญาเต่าเรือน หมายถึงเต่าที่มีขนาดใหญ่โต เท่าบ้านเรือน อาศัยอยู่บนเกาะร้างกลางมหาสมุทร ในครั้งนั้นมีเรือสำเภาใหญ่ของพ่อค้าวาณิชได้อับปางลงกลางมหาสมุทร ผู้คนพากันหนีตายขึ้นไปอาศัยอยู่บนเกาะร้างแห่งนั้น
เหรียญพญาเต่าเรือน รุ่นสุขใจ หลวงปู่หลิว
ได้เกิดการอดอาหาร มีความหิวโหย ถึงขนาดบ้าคลั่งต้องฆ่าฟันกันเองเพื่อเอาเนื้อมาบริโภคเป็นอาหาร พระโพธิสัตว์ พญาเต่าเรือน เห็นเหตุการณ์โดยตลอด ด้วยความสงสารจึงได้บำเพ็ญทานบารมีและเมตตาบารมีถึงขั้นสูงสุด คือ ปรมัตถบารมี คือสละชีพของตนเพื่อผู้อื่น ช่วยเหลือมนุษย์ให้มีชีวิตรอดอยู่ต่อไปโดยไม่ต้องฆ่าฟันกันเอง

พระโพธิสัตว์ พญาเต่าเรือน จึงคลานขึ้นไปบนเนินเขาแล้วกลั้นใจกลิ้งทิ้งตัวลงมา เมื่อตกลงมาถึงตีนเขาก็ถึงกาลกิริยาแตกดับ ผู้คนเหล่านั้นได้อาศัยเนื้อพระโพธิสัตว์ พญาเต่าเรือน บริโภคเป็นอาหาร แล้วเอากระดองทำเป็นพาหนะกลับสู่บ้านเมืองอย่างปลอดภัย ภายหลังผู้คนเหล่านั้นได้ระลึกนึกถึงบุญคุณของพญาเต่าเรือน จึงได้วาดภาพไว้สักการบูชาเพื่อความเป็นสิริมงคล และต่อมาจึงได้มีการสร้างเป็นวัตถุมงคล รูปเต่าลงอักขระเลขยันต์ ปลุกเสกไว้บูชาสืบทอดมาถึงปัจจุบัน
เหรียญพญาเต่าเรือนหลวงปู่หลิว วัดไร่แตงทอง รุ่นสุขใจ
ด้วยความศักดิ์สิทธิ์ของพญาเต่าเรือน จึงทำให้พระเกจิอาจารย์หลายสำนักสร้างวัตถุมงคล พญาเต่าเรือน ออกมาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน เช่น
-หลวงพ่อโบ้ย วัดมะนาว
-หลวงพ่อแป๊ะ วัดดอนผิงแดด
-หลวงปู่เลี้ยง วัดพานิชธรรมิการาม
-หลวงพ่อสนิท วัดลำบัวลอย
-หลวงปู่คำ วัดหนองแก
-หลวงพ่อยิด วัดหนองจอก
-หลวงพ่อบุญเรือน วัดยาง
-หลวงพ่อพูล วัดไผ่ล้อม
และเกจิอาจารย์ผู้สร้างพญาเต่าเรือนมากที่สุดและได้รับความนิยมมากที่สุดได้แก่พญาเรือนของ หลวงปู่หลิว วัดไร่แตงทอง จ.นครปฐม
การบูชาพญาเต่าเรือน เป็นการน้อมรำลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้าในครั้นยังบำเพ็ญบารมีเป็นพระโพธิสัตว์ ที่ได้ทำทานบารมี และเมตตาบารมี เป็นบุญกุศลบังเกิดศิริมงคลกับตัวเองเป็นอย่างยิ่ง...

ปลัดขิก ของขลังในตำนานที่แท้จริง

ปลัดขิก ของขลังในตำนานที่แท้จริง / โดย มหานิยม
คนไทยเรามักจะคุ้นเคยกับปลัดขิก นิยมเอามาห้อยคอหรือตั้งไว้ในร้านค้า แท้จริงแล้วบูชากัยอย่างไรและดรอย่างไร?
มหานิยมจะเล่าให้ฟัง...
ตำนานความเชื่อที่มาของปลัดขิกน่าจะมีรากเหง้าความเชื่อมาจากอิทธิพลของอินเดียที่แผ่ขยายเข้ามาใน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 1 ซึ่งชาวฮินดูมีการนับถือแท่งหินที่แกะสลักเป็นรูปร่างของอวัยวะเพศชายตั้งอยู่บนฐาน โยนี เป็นเครื่องหมายแทนองค์พระศิวะหรือพระอิศวรในลัทธิไศวนิกาย
ปลัดขิกนางครวญ มหาเสน่ห์ 
อันเป็นตัวแทนของธาตุทั้ง 5 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ และเป็นบิดา มารดาของทุกสิ่งในจักรวาล แม้ในอารยธรรมกรีกหรือโรมันโบราณก็มีการสร้างวัตถุที่มีลักษณะคล้ายกันมีเป็นรูปอวัยวะเพศชายไว้เป็นเหมือนเครื่องรางบูชา สำหรับปลัดขิกในประเทศไทยแล้ว ไม่แน่ว่ามีความเป็นมาตั้งแต่สมัยใดแน่ แต่ต่างจากการนับถือศิวลึงค์ของชาวฮินดู เพราะปลัดขิกของคนไทยถูกสร้างและปลุกเสกจากอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพระเวทย์และคาถาอาคม คนไทยสมัยโบราณ นิยมห้อยปลัดขิกไว้ที่เอว หรือคอของเด็ก แทบจะทุกคน ที่ผ่านมาในยุคสมัยหนึ่งเด็กผู้ชายไทยมักมีปลัดขิกผูกติดตัวไว้เป็นเครื่องราง ของขลัง เพื่อป้องกันงูเงี้ยวเขี้ยวขอ ตามความเชื่อที่ผู้ใหญ่บอกไว้อย่างนั้น และแม่ค้าพ่อค้าก็มักจะนำมาไว้ที่ร้านค้าหรือบูชาติดตัว โดยมีความเชื่อว่าจะช่วยให้ขายดี ค้าขายคล่อง ขายดีมีกำไร บางคนยังบูชาติดตัวเพื่อเสริมทางด้านมหาเสน่ห์ เมตตามหานิยมอีกด้วย
ปลัดขิกหลวงพ่อฟัก ลงจารฝังตะกรุด
ตำราการสร้าง ปลัดขิก ของไทย มักสร้างจากไม้ที่มีชื่อเป็นมงคล หรือวัตถุอาถรรพณ์ที่มีฤทธิ์ในตัว เช่น เช่นไม้พญางิ้วดำ ไม้มะยมตายพราย ไม้คูณ ไม้พยุง หรือสร้างโดยการหล่อเป็นโลหะ โดยหลอมจากชนวนมวลสารต่างๆ การปลุกเสกปลัดขิกตามตำราว่ากันว่าเกิจอาจารย์ผู้ปลุกจะต้องปลุกเสกให้เคลื่อนไหวได้ดุจมีชีวิต จึงจะถือได้ว่าสำเร็จวิชานี้...

About